บทความสุขภาพ

ผมฟูไม่มีน้ำหนัก

ผมฟูไม่มีน้ำหนัก เกิดจากสาเหตุอะไร? พร้อมเคล็ดลับการบำรุงให้ผมสวยสุขภาพดี

ผมฟูไม่มีน้ำหนัก เป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้สาว ๆ หลายคนเสียความมั่นใจและที่สำคัญยังเป็นสัญญาณเตือนของอาการผมแห้งเสียที่อาจทำให้เริ่มมีผมแตกปลาย ผมลีบแบน เปราะขาดง่าย รวมถึงยังทำให้เกิดปัญหาผมร่วงตามมาอีกด้วย แต่ผมฟูไม่มีน้ำหนักก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะวันนี้แอดมินมีเคล็ดลับการบำรุงผมเพื่อให้ผมที่ฟูและแห้งเสีย เพื่อหลีกเลี่ยงผมร่วงผู้หญิงและทำให้ผมกลับมามีสุขภาพดีอีกครั้งได้ ซึ่งจะมีวิธีอะไรบ้างนั้นมาดูกัน


ปัญหาผมฟูไม่มีน้ำหนักและแห้งเสีย เกิดจากอะไร

ผมฟูไม่มีน้ำหนัก

ก่อนที่จะเริ่มบำรุงผมกัน อันดับแรกต้องดูก่อนว่าปัญหาที่ทำให้ผมของคุณแห้งฟูและไม่มีน้ำหนักนั้นเกิดจากอะไรเพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงและบำรุงได้อย่างตรงจุดมากที่สุด มาดูกันเลยว่าปัจจัยที่ทำให้ผมของคุณไม่มีน้ำหนักและแห้งเสียเกิดจากอะไรบ้าง

อายุ

ด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้นฮอร์โมนในร่างกายก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ประสิทธิภาพในการผลิตไขมันบริเวณรากผมก็ลดลงเช่นเดียวกันส่งผลให้เกิดผมหงอก ผมร่วง ผมบาง และผมแห้งเสียได้ในที่สุด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้หญิงที่เริ่มเข้าสู่วัยทองหรือมีอายุเพิ่มมากขึ้นเส้นผมจะแห้งชี้ฟูและขาดหลุดร่วงได้

หนังศีรษะแห้ง

การที่หนังศีรษะแห้งก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ ผมไม่มีน้ำหนัก เกิดขึ้นได้ โดยส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่มักจะทำให้เกิดปัญหาศีรษะแห้งจะมาจากสภาพอากาศที่เย็นและแห้งจนเกินไป รวมถึงการสระผมทุกวันมากกว่าวันละ 1 ครั้งก็เป็นสาเหตุที่ทำให้หนังศีรษะแห้งได้เช่นกัน เมื่อหนังศีรษะเกิดอาการแห้งต่อมไขมันที่รากผมจะผลิตไขมันออกมามากเกินกว่าปกติ ทำให้เส้นผมเกิดอาการขาดความชุ่มชื้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมชี้ฟูและแห้งเสีย

เส้นผมสูญเสียผิวชั้นนอก

ผิวชั้นนอกของเส้นผม เรียกได้ว่าเป็นส่วนที่แข็งแรงที่สุดที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนเกราะป้องกันไม่ให้รังสียูวีหรือความร้อนเข้าไปทำร้ายเส้นผมได้โดยตรง ซึ่งเส้นผมที่มีสุขภาพดีจะมีลักษณะที่เรียงตัวกันเป็นระเบียบและคอยกักเก็บความชุ่มชื้นให้กับเส้นผม หากเส้นผมสูญเสียผิวชั้นนอกไปก็จะทำให้เส้นผมสูญเสียความชุ่มชื้นจึงแห้งและชี้ฟูได้

มีปัญหาสุขภาพ

การมีปัญหาสุขภาพก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผมแห้งเสียได้เหมือนกัน เช่น ปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวกับความผิดปกติของการรับประทานอาหาร โรคทางพันธุกรรม และความผิดปกติของฮอร์โมนที่ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับภาวะขาดไทรอยด์

อากาศ

สภาพอากาศที่แห้ง อุณหภูมิสูง หรือการสัมผัสกับแสงแดดเป็นเวลานานก็อาจทำให้เส้นผมแห้

เสียได้ หรือหากคุณไปเล่นน้ำในสระที่มีคลอรีน (Chlorine) หรือในน้ำทะเลที่มีเกลือผสมอยู่เป็นจำนวนมากก็ทำให้ ‘ผมฟูไม่มีน้ำหนัก’ ได้

ดูแลผมผิดวิธี

การดูแลเส้นผมแบบผิดวิธีอาจทำร้ายเส้นผมได้โดยที่คุณไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการสระผมบ่อยเกินไป การใช้ความร้อนกับเส้นผมทั้งไดร์ผมหรือหนีบ รวมถึงการทำสีผม ดัด และยืดผมก็ทำให้เส้นผมเสียจากการถูกสารเคมีทำร้ายได้


การบำรุง ผมฟูไม่มีน้ำหนัก เพื่อไม่ให้ผมแห้งชี้ฟู

ผมฟูไม่มีน้ำหนัก

ผมฟูไม่มีน้ำหนัก แสดงให้เห็นว่าผมของคุณอาจกำลังมีปัญหาอื่น ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นผมลีบแบน ผมเปราะขาดง่าย ผมแตกปลาย รวมถึงปัญหาผมร่วงที่จะตามมา หากคุณต้องการให้เส้นผมกลับมาดูมีสุขภาพดีเพียงทำตามเคล็ดลับดังนี้ก็สามารถช่วยบำรุงผมให้กลับมาดูสวยได้

  • ทำทรีตเมนต์ผมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
  • หมักผมด้วยไข่ไก่
  • ปกป้องเส้นผมจากแสงแดด
  • บำรุงผมด้วยน้ำมัน หรือเลือกใช้ออยล์บำรุงผมสวย
  • ตัดผมแตกปลายออก
  • หวีผมในขณะที่ผมแห้ง
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อเส้นผม 

10 อาหารช่วยบำรุง ‘ผมฟูไม่มีน้ำหนัก’ และ ‘หนังศีรษะ’ ให้แข็งแรง

ผมฟูไม่มีน้ำหนัก

1.บำรุงด้วยธาตุเหล็ก (Iron)

การรับประทานอาหารจำพวกธาตุเหล็กแม้ว่าจะไม่ได้ช่วยบำรุงเส้นผมได้โดยตรง แต่มันเป็นส่วนประกอบที่ช่วยบำรุงเลือดให้ร่างกายสามารถลำเลียงสารอาหารต่าง ๆ ไปยังเส้นผมได้มากขึ้น คุณสามารถบริโภคอาหารที่เป็นแหล่งของธาตุเหล็กได้ทั้งจาดเลือด ตับ เนื้อแดง ไข่ เครื่องในสัตว์ ธัญพืช หรืออาหารทะเล 

 

ธาตุเหล็ก เรียกได้ว่าเป็นส่วนประกอบหลักของ ฮีโมโกรบิน (Hemoglobin) ในเม็ดเลือดที่มีหน้าที่จับออกซิเจนในปอดและนำไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อร่างกายได้รับออกซิเจนไปยังเส้นผมมากพอก็จะทำให้มีเส้นผมเกิดใหม่และแข็งแรงมากขึ้น ส่งผมให้ผมสุขภาพดีและไม่ขาดหลุดร่วงง่าย

2. กรดไขมันโอเมกา-3 (Omega-3 Fatty Acids)

ร่างกายไม่สามารถสร้างกรดไขมันโอเมกา-3 เองได้ แต่สารอาหารประเภทนี้สามารถทำได้โดยการรับประทานเข้าไป หากคุณอยากบำรุงให้ผมสวยการรับประทานกรดไขมันชนิดนี้จะช่วยบำรุงหนังศีรษะและทำให้เส้นผมแข็งแรงได้โดยตรง เนื่องจากไขมันชนิดนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้หรังวศีรษะเกิดความชุ่มชื่น

คุณสามารถรับประทานแหล่งของกรดไขมันโอเมกา-3 ได้จากอาหารจำพวกผลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแมกเคอเรลหรือปลาแซลมอน แต่หากคุณแพ้อาหารทะเลหรือไม่สามารถรับประทานปลาได้คุณสามารถรับประทานอาหารทดแทนได้ทั้งจากถั่วเหลือง น้ำมันคาโนลา หรือเมล็ดแฟลกซ์

3.บำรุงด้วยวิตามินบีรวม (B Vitamins)

วิตามินบีรวมไม่ว่าจะเป็น วิตามินบี 6, วิตามินบี 9 หรือวิตามินบี 12 ก็นับว่าเป็นสารอาหารที่ช่วยบำรุงเส้นผมได้เหมือนกัน แต่มันอาจไม่ได้ช่วยบำรุงโดยตรงเพราะวิตามินเหล่านี้เป็นตัวช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงซึ่งมีหน้าที่ในการลำเลียงออกซิเจนไปยังรากผม หากร่างกายได้รับวิตามินบีรวมในปริมาณที่เพียงพอก็จะทำให้เส้นผมงอกใหม่ได้เร็วขึ้น ไม่เปราะหรือขาดง่าย โดยคุณสามารถบริโภควิตามินบีรวมได้จากถั่ว เนื้อหมู เนื้อไก่ รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีนมเป็นส่วนประกอบ

4. โปรตีน (Protein)

โปรตีน นับว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากที่สุดที่จะทำให้ผมสวยและแข็งแรงได้ เพราะในเส้นผมมีส่วนประกอบหลักของโปรตีนที่จับตัวกันเป็นก้อนหรือที่เรียกว่า ‘เคราติน’ นั่นเอง เมื่อร่างกายได้รับโปรตีนไม่เพียงพอก็จะส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถสร้างเส้นผมได้มากเท่าที่ควรและโครงสร้างของเคราตินก็จะไม่แข็งแรง ทำให้ผมขาดและหลุดร่วงได้ง่าย

แหล่งของโปรตีน คุณสามารถหาได้จากอาหารจำพวกไข่ ถั่ว นม เนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา เต้าหู้ ถั่วเหลือง หรือผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันต่ำ เป็นต้น 

5.บำรุงด้วย (Vitamin A)

ผมฟูไม่มีน้ำหนัก

วิตามินเอ พบได้มากในผักสีเหลือง ผักสีส้ม สีเขียวเข้ม เครื่องในสัตว์ และน้ำมันตับปลา โดยสารอาหารชนิดนี้มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการเติบโตของรากผมและยังช่วยต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วย หากร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระมากเพียงพอก็จะส่งผลให้ DNA ในร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ส่งผลให้เคราตินของเส้นผมสามารถสร้างได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

6. วิตามินซี (Vitamin C)

อย่างที่รู้กันว่าวิตามินซีมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายรวมถึงมีประโยชน์ต่อเส้นผมด้วยเช่นกัน เพราะวิตามินซีจะเข้าไปช่วยดูดซึมธาตุเหล็กให้เข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น ทำให้เม็ดเลือดลำเลียงไปยังรากผมได้ดีขึ้นเช่นกัน มากไปกว่านั้น Vitamin C ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างเนื้อเยื้อบริเวณเส้นผมได้เป็นอย่างดี

หากร่างกายได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอร่างกายก็จะทรุดโทรมและเจ็บป่วยได้ง่าย ส่งผลให้เส้นผมมีสุขภาพเสียได้ด้วยเหมือนกัน ซึ่งแหล่งของวิตามินซีนั้นคุณสามารถหาได้จากผักและผลไม้ต่าง ๆ อาทิเช่น ส้ม ฝรั่ง สตรอว์เบอร์รี ผักคะน้า พริกหวาน บรอกโคลี ฯลฯ

7.บำรุงด้วยไบโอติน (Biotin)

ผมฟูไม่มีน้ำหนัก

ไบโอติน เป็นอีกหนึ่งสารอาหารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อเส้นผม เพราะในโครงสร้างของเคราตินนั้นมีไบโอตินเป็นส่วนประกอบหลัก หากร่างกายของคุณได้รับไบโอตินน้อยเกินไป เส้นผมก็จะเล็กลงและขาดได้ง่าย คุณสามารถหาแหล่งบริโภค Biotin ได้ทั้งจากวอลนัท ดอกกะหล่ำ แครอท หรือถั่ว เป็นต้น

8. ซิงค์ (Zinc)

ซิงค์ เป็นแร่ธาตุสำคัญที่มีส่วนช่วยบำรุงผมและเล็บให้แข็งแรงมากขึ้น คุณสามารถหาแหล่งของซิงก์ได้จากอาหารทะเลต่าง ๆ เช่น ปู หอยนางรม กุ้งมังกร หอยแมลงภู่ หรือเนื้อแกะ เนื้อวัว เนื้อหมู ถั่วลิสง ธัญพืช เป็นต้น โดยซิงก์จะทำหน้าที่ในการช่วยให้ต่อมไขมันที่ผมทำงานได้อย่างเป็นปกติ เมื่อมีต่อมไขมันเหล่านั้นมันก็จะช่วยเข้าไปเคลือบเส้นผมทำให้ผมดูเงางามและมีสุขภาพดี ไม่เปราะหรือขาดง่าย ที่สำคัญ Zinc ยังช่วยบำรุงหนังศีรษะทำให้ไม่เกิดรังแคอีกด้วย

9. บำรุงด้วยผลไม้

ผลไม้ ช่วยแก้ผมร่วงและบำรุงเส้นผมได้ ซึ่งประเภทของผลไม้ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงเส้นผมได้ก็คือ องุ่น ส้ม ฝรั่ง ลูกพรุน อะโวคาโด เชอร์รี หรือผลไม้ตระกูลเบอร์รีต่าง ๆ เป็นต้น เพราะในผลไม้นั้นมีวิตามินซีสูงทำให้ส่งผลดีทั้งต่อเลือดและเนื้อเยื่อบริเวณรากผม

10. ผักใบเขียว

ผักใบเขียว มีคุณสมบัติที่ช่วยบำรุงการเจริญเติบโตของเส้นผมได้ เพราะผักประเภทนี้มีแร่ธาตุและสารอาหารต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี วิตามินเอ วิตามินซี ซิงก์ และธาตุเหล็ก โดยคุณสามารถรับประทานผักจำพวกผักคะน้า ผักโขม หรือผักใบหยิกต่าง ๆ ได้


การทานอาหารที่มีประโยชน์และแร่ธาตุต่าง ๆ สามารถช่วยบำรุงเส้นผมได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบีรวม วิตามินซี ซิงก์ โปรตีน ผัก ผลไม้ และอื่น ๆ อีกมากมายที่ช่วยบำรุงรากผมได้ตั้งแต่ภายใน แต่พฤติและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ก็ส่งผลให้เกิดอาการ ‘ผมฟูไม่มีน้ำหนัก’ ได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นนอกจากจะรับประทานอาหารบำรุงผมแล้ว การดูแลจากภายนอกทั้งเรื่องของการสระผมและการใช้ความร้อนต่อเส้นผมก็สำคัญไม่แพ้กันเลย 


อ้างอิง : 

https://www.pobpad.com/7-เคล็ดลับฟื้นฟูผมแห้งเส 

https://absolutehairclinic.com/nutrients-for-healthy-hair/ 

https://mw-wellness.com/health/7681

https://vogue.co.th/beauty/hair-tips-for-healthy-fuller-shinny-hair